• โรคกระดูกพรุน คือภาวะความผิดปกติของกระดูก ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง โดยทั่วไปจะไม่มีอาการ ผู้ป่วยจึงไม่ได้ใส่ใจป้องกันและดูแลรักษา



    รศ.ดร.บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร ประธานโครงการวิจัย "กลวิธีส่งเสริมสุขภาพกระดูกของประชาชนที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน" ซึ่งได้รับทุนจาก สสส. กล่าวว่า จากข้อมูลในประเทศไทยเมื่อปี 2552 มีประชากรอายุมากกว่า 50 ปี ประมาณ 15 ล้านคน โดยพบว่าประมาณร้อยละ 15 ของประชากรผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปี หรือ 2.25 ล้านคน เป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูง

     

    ในวัยเด็ก ปริมาณเนื้อกระดูกจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนสูงสุดเมื่ออายุประมาณ 30-35 ปี หลังจากนั้นเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างช้าๆ อัตราการสลายกระดูกจะเร็วกว่าอัตราการสร้างกระดูก เป็นผลให้ปริมาณมวลกระดูกลดลง และโครงสร้างภายในของกระดูกถูกทำลาย ทำให้รูพรุนที่คล้ายฟองน้ำของกระดูกชั้นในมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้กระดูกบางลงและอ่อนแอ จนเกิดภาวะกระดูกพรุน

     

    อาการดังกล่าวจะแสดงออกเด่นชัดเมื่ออายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ทั้งนี้ตลอดชีวิตของผู้หญิงจะสูญเสียเนื้อกระดูกมากกว่าผู้ชาย 2-3 เท่า

           

    เมื่อกระดูกในร่างกายเริ่มบางลง จนเข้าสู่ภาวะกระดูกพรุน ผู้ป่วยจะไม่มีอาการใดๆ ปรากฏเลยถ้ากระดูกไม่หัก ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะดำรงชีวิตได้อย่างปกติ แต่หากวันดีคืนดีเดินสะดุดก้อนหินหกล้มหรือถูกคนวิ่งมาชน ภัยเงียบที่แอบแฝงในร่างกาย อย่างโรคกระดูกพรุนก็จะสำแดงฤทธิ์เดช ทำให้กระ ดูกหักได้ทันที

     

    สำหรับกระดูกบริเวณที่พบว่าหักบ่อย ได้แก่ กระดูกหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ ผลทำให้ผู้ป่วยบางรายเดินไม่ได้ ต้องนอนบนเตียงเป็นเวลานาน ทำให้เสี่ยงกับการเกิดแผลกดทับ ผู้ป่วยยกของที่มีน้ำหนักไม่ได้ตามปกติ รวมทั้งต้องเป็นภาระในการดูแลระยะยาวและอาจเสียชีวิตในที่สุด

     

    นอกจากนั้นยังส่งผลต่อโครงสร้างของกระดูกสันหลังอีกด้วย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังเฉียบพลันและเรื้อรัง มีรูปร่างเปลี่ยนไป เตี้ยลง หลังโก่ง ไหล่งุ้มกว่าปกติ พุงยื่น หลังแอ่น ไม่มีเอว ฟันหลุดง่าย และการทำงานของอวัยวะภายในด้อยลง การย่อยอาหาร และการหายใจลำบาก เพิ่มความเสี่ยงกระดูกหัก ส่งผลให้อัตราการตายสูงขึ้น

     

    ด้วยความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว นางสุภาพ กลิ่นขจร อายุ 67 ปี ประธานชมรมผู้สูงอายุ ศูนย์บริการสาธารณสุข 25 เขตห้วยขวางและกรรมการโครงการวิจัยฯ จึงร่วมกับผู้สูงอายุในชุมชนสุนทรศิริ เขตห้วยขวาง คิดค้นรูปแบบการรักษามวลกระดูกในผู้สูงอายุให้แข็งแรง โดยรวมตัวกันออกกำลังกายด้วยท่าทางที่เหมาะสม 13 ท่า ซึ่งเป็นท่าใหม่ที่ผู้สูงอายุไม่เคยทำ พร้อมเปิดเพลงประกอบที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย สดชื่น นอกจากนี้ยังแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องโภชนาการที่ช่วยเสริมสร้างมวลกระดูก เช่น นม กะปิ กุ้งแห้ง มะเขือเปราะ น้ำพริกผัก ปลา การกินยาที่ไม่ผสมสารสเตียรอยด์ ด้วยเล็งเห็นว่าผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคนี้

     

    รศ.ดร.บุญใจ ทิ้งท้ายว่า การป้องกันโรคกระดูกพรุนทำได้ตั้งแต่วัยเด็ก ไม่ต้องรอจนถึงวัย 30 แล้วค่อยมาใส่ใจกระดูก ด้วยการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายโดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดีและแคลเซียม หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงนั่นเอง


    ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด