รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธาณรสุขเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา

  • ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อระหว่างวันที่ ๕-๙ กันยายน ๒๕๕๙ ณ Galle Face Hotel กรุงโคลัมโบ สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา โดยมีผลการประชุมและกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้  

    ๑. ภาพรวม

    การประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก เป็นเวทีสูงสุดในการรับรองนโยบายสุขภาพสำคัญในระดับภูมิภาค สำหรับในปีนี้มีผลลัพธ์ระดับนโยบายที่สำคัญคือ การรับรองปฏิญญาว่าด้วยการสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพเพื่อเร่งรัดการขับเคลื่อนการให้บริการด้านโรคไม่ติดต่อในระดับปฐมภูมิ ในปีนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญ เนื่องจากถือเป็นระยะกลางของแผนการแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อระดับโลกปี ค.ศ. ๒๐๑๓-๒๐๒๐ ซึ่งจากการประเมินความก้าวหน้าพบว่ายังไม่มีความก้าวหน้าเท่าที่ควร ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์สำคัญที่จะนำมาใช้เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานให้ก้าวหน้าและบรรลุเป้าหมายได้ตามระยะเวลาที่กำหนดคือ การสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพในระดับปฐมภูมิ

    นอกจากการรับรองปฏิญญาแล้ว การประชุมมีการรับรองข้อมติสำคัญ ๒ เรื่อง ซึ่งเสนอโดยประเทศไทย ได้แก่ ๑) ข้อมติเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรค NCDs ๒) ข้อมติเพื่อขยายกองทุน South East Asia Regional Health Emergency Fund โดยส่งเสริมการเตรียมความพร้อมสำหรับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข

    การประชุมนี้มีบุคคลสำคัญระดับสูงเข้าร่วมประชุมหลายท่าน อาทิ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของรัฐสมาชิกทุกประเทศในภูมิภาค และผู้บริหารระดับสูงของรัฐสมาชิก เข้าร่วมประชุมด้วย 



    ๒.  ภารกิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขระหว่างการเข้าร่วมประชุม

    ๒.๑ กล่าวถ้อยแถลง เพื่อแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาสุขภาพของประเทศไทย โดยเน้นประเด็นสำคัญ ได้แก่

    (๑)  การให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งมีเป้าหมายที่ท้าทายมากกว่าเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษโดยการสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพผ่านการพัฒนาระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าถือว่าเป็นการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    (๒) การลดความเหลื่อมล้ำและให้ความสำคัญแก่ประชากรกลุ่มเปราะบาง เช่น ประชากรข้ามชาติ 

    (๓)  การเตรียมความพร้อมของระบบสุขภาพเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมที่เป็นสังคมเมืองมากขึ้นและการก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุ

    (๔)  ความก้าวหน้าของ Country Cooperation Strategy ๒๐๑๗-๒๐๒๐ (CCS) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก โดยรูปแบบการดำเนินงาน CCS ในประเทศไทย ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในระดับโลกสำหรับเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประเทศต่างๆ ในการทำงานร่วมกันกับองค์การอนามัยโลก เนื่องจาก เป็นรูปแบบการทำงานร่วมกันโดยประเทศมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงและร่วมลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพของประเทศ โดยใช้ทุนทางปัญญาและทุนทางสังคมขององค์การอนามัยโลก





    ๒.๒ เข้าร่วมพิธีมอบเกียรติบัตรแสดงความยินดีแก่ประเทศสมาชิกที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาสุขภาพในด้านต่างๆ 



    • ประเทศไทยได้รับเกียรติบัตรแสดงความยินดีใน ๒ ด้าน ได้แก่ ๑) ประสบความสำเร็จในการยุติปัญหาการแพร่เชื้อเอชไอวีและซิฟิลิสจากแม่สู่ลูก ๒) การกำจัดโรคบาดทะยักใน มารดาและทารกแรกเกิด 

    • ความสำเร็จทั้ง ๒ ด้านแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีระบบสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านแม่และเด็กที่เข้มแข็งทำให้สามารถถ่ายทอดงานสำคัญผ่านระบบสุขภาพลงสู่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม

    • ประเทศไทยสามารถลดการถ่ายทอดเอชไอวีจากร้อยละ ๒๐ เมื่อก่อนหน้าปี พ.ศ. ๒๕๔๓ จนต่ำกว่า ร้อยละ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้ตามเกณฑ์องค์การอนามัยโลก ซึ่งความสำเร็จที่โดดเด่นคือความร่วมมือร่วมใจระหว่างภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และบุคลากรสาธารณสุขภายใต้พระมหากรุณาธิคุณของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า โสมสวลีที่ทรงสนับสนุนการดำเนินงาน อย่างต่อเนื่องร่วมกับการสนับสนุนขององค์การระหว่างประเทศ ต่างๆ ทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนสังคมที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียให้กลายเป็นแบบอย่างของการแก้ไขวิกฤตสาธารณสุขด้านนี้อย่างได้ผล ความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญต่อการก้าวสู่ความสำเร็จในการยุติปัญหาเอดส์ในประชากรกลุ่มอื่นๆ ต่อไป

    • ความสำเร็จในการกำจัดโรคบาดทะยักในทารกแรกเกิดลงต่ำกว่า ๑ รายต่อ ๑,๐๐๐ ทารกเกิดมีชีพในระดับจังหวัด ซึ่งช่วยลดอัตราตายในทารกแรกเกิดซึ่งเคยเป็นปัญหาสำคัญในอดีตของประเทศไทย

    • ในการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ให้สัมภาษณ์โครงการ #Leaders4Health series บันทึกลงวิดีโอเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความสำเร็จในการยุติปัญหาการแพร่เชื้อเอชไอวีและซิฟิลิสจากแม่สู่ลูก





    (๒.๓) ร่วมการประชุมเสวนาโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี
    ใน ๒ ประเด็นสำคัญ ได้แก่

    (๒.๓.๑) การแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อดังนี้


    • การมีระบบสุขภาพ โครงสร้างพื้นฐานที่ดีและบุคลากรสาธารณสุขที่ทุ่มเทเสียสละเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญ ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญต่อการลงทุนในด้านนี้ต่อเนื่องทำให้สามารถแก้ไขปัญหาที่สำคัญทางสุขภาพได้ รวมทั้งโรคไม่ติดต่อ ซึ่งประเทศไทยมีการคัดกรอง NCDs และมีการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคบรรจุในสิทธิพื้นฐานสำคัญ

    • ความท้าทายสำคัญคือ ๑) การมีเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ที่มีราคาแพง ซึ่งมีแนวทางพัฒนาที่สำคัญ คือ การมีระบบประเมินความคุ้มค่าในการนำเทคโนโลยีมาใช้และ การร่วมกันต่อรองราคาในระดับภูมิภาค ๒) การเข้าสู่สังคมสูงอายุ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมซึ่งปัจจุบันประเทศไทยลงทุน ในการพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว โดยใช้ครอบครัวและชุมชนเป็นฐาน

    • ผู้นำในสังคม/ชุมชนและบุคลากรด้านสุขภาพควรเป็นตัวอย่างที่ดีในด้านการส่งเสริมสุขภาพแก่ประชาชน


    (๒.๓.๒) ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน



    • ประเทศไทยประสบความสำเร็จในเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ โดยมีปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ ๑) การมีนโยบายและงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ๒) การพัฒนาระบบสุขภาพและโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคถึงระดับปฐมภูมิ และการมีกำลังคนด้านสุขภาพที่เข้มแข็งและมีคุณภาพ ๓) การใช้ความรู้เป็นฐานในการขับเคลื่อนนโยบายและทิศทางการพัฒนาด้านสุขภาพที่สำคัญ

    • ประเด็นท้าทายสำหรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและระบาดวิทยา การพัฒนาขีดความสามารถในการประเมินความจำเป็นของการนำเครื่องมือใหม่ด้านสุขภาพมาใช้ ปัญหาสมองไหลของบุคลากรทางการแพทย์ การวางแผนความยั่งยืนทางการเงินการคลังด้านสุขภาพ




    (๒.๔) การหารือทวิภาคีระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ผลการประชุมมีประเด็นสำคัญ ๔ ด้าน ได้แก่

    ๑. การร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการให้บริการด้านสุขภาพบริเวณชายแดน ได้แก่ health post โดยในเบื้องต้นประเทศไทยและเมียนมาจะทำงานเพื่อสำรวจความต้องการร่วมกันและจะเริ่มดำเนินงานในรัฐกะเหรี่ยงและฉานก่อนในเบื้องต้น

    ๒. การพัฒนาระบบดูแลแรงงานต่างด้าวและประชากรที่เดินทางข้ามไปมาระหว่างประเทศร่วมกัน โดยเฉพาะ โรคเรื้อรังที่ต้องการการดูแลระยะยาว

    ๓. การพัฒนาระบบข้อมูลและแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันในระดับพื้นที่เพื่อสามารถป้องกันควบคุมโรคได้อย่างทันท่วงที

    ๔. การทำงานร่วมกันกับองค์การเภสัชกรรมในการพัฒนาศักยภาพในการผลิตเวชภัณฑ์

    ๕. การพัฒนาระบบ border check point (สินค้าต่างๆ รวมถึงอาหารและยา)



    (๒.๕) พบผู้สมัครเพื่อรับการคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก มีผู้สมัคร ๒ ท่านขอเข้าพบหารือ ได้แก่ Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus และ Dr. Sania Nishtar



    ๓.  ข้อสังเกต

    การเดินทางไปร่วมประชุมฯ ในครั้งนี้ นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง และเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยได้นำประสบการณ์โดยตรงในการแก้ไขปัญหาสุขภาพที่สำคัญมาแลกเปลี่ยนกับประเทศสมาชิกอื่นๆ เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อพัฒนาและร่วมกันก้าวต่อไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีความร่วมมือทุกภาคส่วนและความเข้มแข็งของระบบสุขภาพเป็นรากฐานที่สำคัญสู่ความสำเร็จ

    การประชุมนี้มีรูปแบบการประชุมที่น่าสนใจและสร้างสรรค์ โดยมีการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริม “Active meeting” เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อ กิจกรรมดังกล่าว เป็นกิจกรรมที่มีความสนุกสนานและขณะเดียวกันก็เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมอนามัยและหน่วยงานเครือข่ายได้ริเริ่ม Active meeting ภายในกระทรวงแล้ว และเห็นว่าควรส่งเสริมและขยายไปยังหน่วยงานอื่นๆ ในภาคสุขภาพและนอกภาคสุขภาพต่อไป 



    ๔. ก้าวต่อไป



    • นำปฏิญญาว่าด้วยการสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพเพื่อเร่งรัดการขับเคลื่อนการให้บริการด้านโรคไม่ติดต่อในระดับปฐมภูมิมาขับเคลื่อนต่อในประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งรัดและวางยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อให้ได้ตามเป้าหมายและกรอบเวลาที่วางไว้

    • นำข้อมติที่ผ่านการรับรองมาขับเคลื่อนต่อในประเทศโดยเฉพาะการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และการเตรียมความพร้อมสำหรับภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข

    • การส่งเสริมการทำงานข้ามภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับนโยบาย ระดับองค์กรภาครัฐ จนถึงระดับชุมชน ท้องถิ่น โดย กระทรวงต่างๆ ร่วมสนับสนุนในงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของตน สร้างความมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ภาคประชาชนและธุรกิจเอกชน ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

    • การคงความสำเร็จและลดอัตราการแพร่เชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกโดยปิดช่องว่างกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการหรือเข้าถึงบริการช้า รวมทั้งประชากรกลุ่มเปราะบางมากขึ้น

    • ดำเนินการขับเคลื่อนงานสาธารณสุขที่เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยเฉพาะงานสาธารณสุขชายแดนต่อไป


  • ที่มา : สำนักการสาธารณสุขระหว่างประเทศ
    22 กันยายน 2559