เอกอัครราชทูตแห่งสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหารือเรื่องความร่วมมือด้านสาธารณสุข

  • ฯพณฯ นายมาร์ค แอนดรูว์ เจฟฟรีย์ เคนท์ (H.E. Mr. Mark Andrew Geoffrey Kent) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยและคณะ เข้าเยี่ยมคารวะนายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหารือเรื่องความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๑.๐๐ น.ณ ห้องประชุม ชั้น ๔ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยมีสรุปผลการหารือดังกล่าว

    ๑. ฝ่ายสหราชอาณาจักรแจ้งว่า UK Health Protection Agency (UK HPA) ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญ Dr. Mark Keilthy, Global Health Strategist มาศึกษาประเด็นความร่วมมือด้านสาธารณสุขกับประเทศไทยโดยเฉพาะด้านการเฝ้าระวังและป้องกันควบคุมโรค และศึกษาประเด็นความร่วมมือที่มีความสนใจร่วมกันทั้งในระดับประเทศ และระดับกระทรวง/กรม ต่อไปในอนาคต อาทิ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น

    ๒. ฝ่ายสหราชอาณาจักรกล่าวถึงความสนใจในการวิจัยร่วมกันเชิงเทคนิคของวัคซีนมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทย และได้กล่าวถึงโครงการงานวิจัยที่ทำร่วมกับไทยที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายไทยก็ไม่ขัดข้องหากจะมีความร่วมมือเชิงวิชาการในด้านดังกล่าว

    ๓. ฝ่ายสหราชอาณาจักรสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการประกันสุขภาพสำหรับผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย โดยฝ่ายไทยได้ชี้แจงเกี่ยวกับระบบประกันสุขภาพสำหรับชาวต่างชาติ และแจ้งว่าไทยกำลังวางแผนที่จะปรับปรุงระบบประกันสุขภาพแก่ชาวต่างชาติให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

    ๔. ฝ่ายสหราชอาณาจักรแจ้งว่าผู้ที่เดินทางมาพำนักในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวและผู้เกษียณอายุ ซึ่งอาจไม่มีประกันสุขภาพ และมักได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ เนื่องจากไม่สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่ รวมถึงเมาแล้วขับ หากมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมก็จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากและเสนอให้มีการหารือระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรในความเป็นไปได้ที่จะมีการประกันสุขภาพของผู้เกษียณอายุจากสหราชอาณาจักรที่เข้ามาพำนักในประเทศไทย รวมทั้งของนักท่องเที่ยวด้วย ซึ่งไทยก็ไม่ขัดข้องโดยจะแนะนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้หารือกันในโอกาสต่อไป

    ๕. ฝ่ายสหราชอาณาจักรได้สอบถามเรื่องการค้าเสรีไทย-ยุโรป และฝ่ายไทยได้แจ้งจุดยืนของกระทรวงฯ ให้ฝ่ายสหราชอาณาจักรทราบว่าไม่มีข้อขัดข้องต่อเรื่องดังกล่าว


  • ที่มา : สำนักการสาธารณสุขระหว่างประเทศ
    8 มีนาคม 2556