คณะล่วงหน้าเพื่อศึกษาแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเฮติเดินทางกลับไทยแล้ว

  • เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นประธานในงานเลี้ยงต้อนรับเพื่อเป็นเกียรติแก่คณะล่วงหน้าเพื่อศึกษาแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเฮติ ซึ่งเดินทางกลับเฮติภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในการมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยและสำรวจเก็บข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการจัดทำแนวทางการให้ความช่วยเหลือแก่เฮติในขั้นต่อไป


    เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นประธานในงานเลี้ยงต้อนรับเพื่อเป็นเกียรติแก่คณะล่วงหน้าเพื่อศึกษาแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเฮติ ซึ่งเดินทางกลับเฮติภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในการมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยและสำรวจเก็บข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการจัดทำแนวทางการให้ความช่วยเหลือแก่เฮติในขั้นต่อไป  


    คณะล่วงหน้าดังกล่าวประกอบด้วย นายสาโรจน์ ธนสันติ  อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโก ซึ่งขณะนี้ได้กลับกลับไปปฏิบัติงานที่ที่สถานเอกอัครราชทูตฯ แล้ว ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ คือ นายธีรวัฒน์ ภูมิจิตร นักการทูตชำนาญการ สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ และนายเอกภัทร เปรมโยธิน นักการทูตปฎิบัติการ ผู้แทนกระทรวงกลาโหม คือ นาวาอากาศเอกพิเชษฐ์ อาภรณ์พัฒนพงศ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน สำนักงานการแพทย์ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย และพันเอกสุเทพ ปริยเอกสุต รองผู้บัญชาการกองพลทหารช่างจังหวัดราชบุรี กองทัพบก และผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข คือ นายไพโรจน์ บุญศิริคำชัย ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และนายอนุรักษ์ อมรเพชรสถาพร นายแพทย์เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ ซึ่งได้เดินทางไปเฮติระหว่างวันที่ 29 มกราคม -13 กุมภาพันธ์ 2553


    รัฐมนตรีว่าการฯ ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณผู้แทนทุกท่านที่เดินทางไปปฎิบัติภารกิจด้านความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในเฮติอย่างเต็มความสามารถ  


    นายธีรวัฒน์ ภูมิจิตร ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศกล่าวสรุปถึงภารกิจหลัก 2 ส่วนของคณะสำรวจฯ คือ การประเมินสถานการณ์และความต้องการของเฮติ และการเยี่ยมชาวไทยที่ยังคงพำนักอยู่ในเฮติ จำนวน 6 คน โดยในส่วนแรก คณะล่วงหน้าฯ ได้สำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบระหว่างวันที่ 1-9 กุมภาพันธ์ 2553 พบว่า สภาพบ้านเมืองและสิ่งก่อสร้าง อาทิ โรงพยาบาล โรงเรียน ที่ทำการของหน่วยราชการในเมืองปอร์โตแปรงซ์ ได้รับความเสียหายมากกว่าร้อยละ 80  ชาวเฮติประสบปปัญหาไร้ที่อยู่ประมาณ 1.5 ล้านคน รวมทั้งประสบกับปัญหาด้านสาธารณูปโภค อาหาร และสุขอนามัย  นอกจากนี้ คณะล่วงหน้าฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมคนไทยที่ยังคงพำนักอยู่ในเฮติ จำนวน 6 คน ได้แก่ เจ้าของกิจการร้านอาหารไทย 3 คน พนักงานบริษัท 1 คน และแม่ชีนิกายคาทอลิก 2 คน อีกทั้งได้ทำการส่งมอบข้าวชุดแรกจำนวน 100 ตัน ให้เฮติแล้วเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 ตลอดจนประสานงานกับฝ่ายเม็กซิโกในการส่งมอบเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์เพื่อจะได้นำไปแจกจ่ายให้แก่เฮติต่อไป 


    ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุขกล่าวสรุปถึงปัญหาที่ชาวเฮติประสบในขณะนี้ ได้แก่ ปัญหาไร้ที่อยู่อาศัย ปัญหาสุขอนามัย รวมทั้งการขาดแคลนสาธารณูปโภคที่พร้อม ในส่วนของการเตรียมพร้อมการส่งทีมแพทย์นั้น จะนำไปหารือเรื่องการส่งทีมแพทย์ที่มีความเหมาะสมและตรงกับความต้องการสูงสุดของเฮติ โดยอาจพิจารณาส่งทีมแพทย์เวียนกันไปทีละชุด และขยายระยะเวลาปฎิบัติภารกิจจาก 2 สัปดาห์เป็น 1 เดือนต่อ 1 ทีม รวมถึงการเตรียมทีมแพทย์รักษาผู้พิการจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และด้านการฟื้นฟูสภาพจิตใจ


    ผู้แทนกระทรวงกลาโหมได้กล่าวสรุปเรื่องการฟื้นฟูในขณะนี้และในระยะยาว ซึ่งเฮติแสดงความต้องการด้านนี้เป็นอย่างมากเนื่องจากได้รับผลกระทบเสียหายหนักตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น โดยในส่วนของการให้ความช่วยเหลือในขณะนี้ อาจพิจารณาเรื่องการก่อสร้างที่อยู่อาศัย/ที่ทำการแบบชั่วคราว อาทิ เต็นท์ โรงพยาบาล และในส่วนระยะยาวจะมีการหารือกับทางการไทยต่อไปว่าจะเป็นในรูปแบบใด 


    รัฐมนตรีว่าการฯ ได้กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศจะจัดทำรายงานสรุปผลของคณะล่วงหน้าฯ เพื่อเรียนเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาแนวทางการให้ความช่วยเหลือของไทยแก่เฮติอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ในชั้นนี้ ไทยจะพิจารณาความเป็นไปได้ในการส่งอุปกรณ์ปลูกสร้าง อาทิ เต็นท์ เพื่อแก้ปัญหาไร้ที่อยู่อาศัยของชาวเฮติที่กำลังจะเผชิญฤดูพายุเฮอริเคนในระยะเวลาอันใกล้  โดยฝ่ายไทยจะหารือกับฝ่ายโครงการอาหารโลก (World Food Program-WFP) และบริษัทเดินเรือรายใหญ่ เพื่อขอความร่วมมือด้านการขนส่ง ส่วนการฟื้นฟูในระยะยาว ไทยจะพิจารณาส่งทีมแพทย์ให้ความช่วยเหลือซึ่งจะดูเรื่องความเหมาะสมและความต้องการสูงสุดของฝ่ายเฮติ อาทิ การฟื้นฟูสภาพจิตใจ การรักษาผู้พิการจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว การฝึกอาชีพ การให้ทุนการศึกษา และการให้ความช่วยเหลือภาคการเกษตรต่อไป


     


  • ที่มา : กระทรวงการต่างประเทศ
    19 กุมภาพันธ์ 2553